|


หมวด 1
ชื่อ ตรา และที่ตั้งสำนักงาน
ข้อ 1. สมาคมนี้ชื่อ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ใช้ชื่อย่อ สบท ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ Diabetes
Association of Thailand และใช้ชื่อย่อว่า DAT
ข้อ 2. ตราของสมาคมเป็นรูปงูสองตัวพันคบเพลิง มีปีกสองปีก
มีตราชั่งแขวนอยู่ที่ปลายปีกทั้งสองข้าง อยู่ภายในวงกลม
ขอบข้างบนภายในมีอักษรว่า สมาคมโรคเบาหวาน ข้างล่างมีอักษรว่า แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๘ และมีคำว่า c]t,u8e;jk `Dibetes Association of thailand 1965" รอบวงกลมภาษาไทย
ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมตั้งที่ อาารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ชั้น 10 โซน A เลขที่ ๒ ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงห้วยขวาง เขตบางกะปิ กรุงเฯ ๑๐๒๑๐
หมวด 2
วัตถุประสงค์
ข้อ 4. สมาคมมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1. เพื่อรวบรวมผู้สนใจในเรื่องโรคเบาหวานเข้าเป็นกลุ่มก้อน
2.เพื่อให้ความรู้โรคเบาหวานแก่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ให้ความรู้ทางโรคเบาหวาน
3. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และปรึกษาหารือกันในปัญหาต่าง ๆ ของโรคเบาหวานจากแพทย์และสมาชิกด้วยกัน
4. เพื่อเป็นศูนย์กลางจัดรวบรวมบทความที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
5. เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ
ให้ความรู้หรือคำบรรยายแก่
ผู้ป่วยและ
ประชาชนในเรื่องโรคเบาหวาน
รวมทั้งช่วยส่งเสริมการวิเคราะห์หรือวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับโรคนี้
6. เพื่อติดต่อ
ประสานงานกับสมาคมโรคเบาหวานของต่างประเทศ
7. เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่อาจช่วยตัวเองได้ตามสมควร
8. เพื่อให้การสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
หมวด 3
ประเภทสมาชิก และการสมัครเข้าเป็นสมาชิก
ข้อ 5. สมาคมมีสมาชิก 3 ประเภท คือ
1. สมาชิกสามัญ
2. สมาชิกตลอดชีพ
3. สมาชิกกิตติมศักดิ์
ข้อ 6. สมาชิกสามัญและสมาชิกตลอดชีพนั้น ได้แก่
บุคคลผู้มีความคิดเห็นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แห่งสมาคม
และสมัครเข้าเป็นสมาชิกตามระเบียบและข้อบังคับของสมาคม
ส่วนสมาชิกกิตติมศักดิ์นั้น ได้แก่
ผู้ทรงวิทยาคุณหรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคม
ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการลงมติให้เชิญเป็นสมาชิก
เพื่อเป็นเกียรติแก่สมาคม
ข้อ 7. ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกสามัญหรือสมาชิกตลอดชีพ
ให้ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคม ต่อเลขาธิการของสมาคม
โดยมีสมาชิกรับรอง 2 คน พร้อมกับชำระค่าบำรุงตามระเบียบของสมาคม
ข้อ 8. เมื่อถึงคราวประชุมคณะกรรมการอำนวยการ
ให้เลขาธิการนำรายชื่อผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่เสนอต่อที่ประชุมพิจารณา
เมื่อคณะกรรมการลงมติรับผู้นั้นเป็นสมาชิกแล้ว
ก็ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์
หากคณะกรรมการลงมติว่าบุคคลนั้นไม่สมควรเป็นสมาชิกของสมาคมด้วยเหตุใดก็ตาม
ให้เลขาธิการแจ้งให้ผู้นั้นทราบ
พร้อมกับคืนเงินค่าบำรุงให้ด้วย
ข้อ 9. ผู้ใดได้เป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์แล้ว
ให้นายทะเบียนลงชื่อไว้ในทะเบียนของสมาชิก
และประกาศชื่อไว้ ณ สำนักงานของสมาคมไม่ต่ำกว่า 7 วัน
หมวด 4
ค่าบำรุง
ข้อ 10. ค่าบำรุงสมาชิกนั้น
ให้ชำระดังนี้
1. สมาชิกสามัญ
ชำระค่าบำรุงเป็นรายปี ปีละ 200.00 บาท
และต้องชำระภายในเดือนมกราคมของทุกปี
2. สมาชิกตลอดชีพ
ชำระค่าบำรุงครั้งเดียว 2,000.00 บาท
หมวด 5
สิทธิ และหน้าที่ของสมาชิก
ข้อ 11. สมาชิกมีสิทธิ์ใช้สถานที่ของสมาคมโดยเสมอภาคกัน
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์
และเป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของสมาคม
ข้อ 12. สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะเสนอความเห็นเกี่ยวกับกิจการทั้งหลายของสมาคมต่อคณะกรรมการอำนวยการ
หรือต่อที่ประชุมใหญ่
ข้อ 13. สมาชิกมีสิทธิ์ไต่ถาม
หรือขออนุญาตต่อคณะกรรมการอำนวยการ เพื่อตรวจดูเอกสาร
ทะเบียนสมาชิก บัญชี หรือทรัพย์สินของสมาคม ณ
สำนักงานของสมาคมได้ในเวลาอันสมควร
ข้อ 14. สมาชิกมีสิทธิ์เข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่
ทั้งสามัญ หรือวิสามัญ และการประชุมวิชาการ
ข้อ 15. สมาชิกมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
และตามที่ได้มีระเบียบวางไว้เพื่อการนั้น
ข้อ 16. สมาชิกมีหน้าที่จะต้องแจ้งให้สมาคมทราบในกรณีที่ตนเปลี่ยนชื่อหรือที่อยู่
เพื่อให้การ
ติดต่อระหว่างสมาคมกับสมาชิกเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
หมวด 6
การขาดจากสมาชิกภาพ
ข้อ 17. สมาชิกภาพย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ตาย
2. ลาออก
3. ต้องโทษจำคุก โดยคำพิพากษาของศาล
และคณะกรรมการอำนวยการลงมติว่าเป็นการเสื่อมเสียแก่สมาคม
4. ไม่ชำระค่าบำรุงตามเงื่อนไขในระเบียบที่วางไว้มากกว่า 2 ปี
และได้รับการเตือนแล้ว
5. ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกตามข้อเสนอของสมาชิกผู้ใดผู้หนึ่ง
ข้อ 18. สมาชิกผู้ใดประสงค์จะลาออกจากสมาชิกภาพ
ให้แสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษร ยื่นต่อเลขาธิการ
เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพิจารณา
การจะพิจารณาลงมติอนุญาตให้ออกได้
ก็ต่อเมื่อผู้นั้นชำระค่าบำรุงที่ค้าง และหนี้สินอื่นๆ
ให้สิ้นเสียก่อน
หมวด 7
คณะกรรมการอำนวยการ และการบริหารกิจการ
ข้อ 19. ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งสมาชิกเป็นกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง
เรียกว่า คณะกรรมการอำนวยการ ดำรงตำแหน่งนายก, อุปนายก,
อุปนายก คนที่ 1, อุปนายก คนที่ 2,ประธานวิชาการ ,เลขาธิการ, เลขาธิการ, เหรัญญิก, ปฏิคม
และนายทะเบียน ตำแหน่งละ 1 คน
กับกรรมการอีก 3 คน รวมเป็น 9 คน รวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๙ คน และไม่เกิน ๑๕ คน
ข้อ 20. ให้คณะกรรมการอำนวยการ
ซึ่งที่ประชุมก่อตั้งสมาคมลงมติแต่งตั้งไว้ตามรายการประชุมก่อตั้งสมาคม
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2508 นั้น
ดำรงตำแหน่ง และมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับอยู่ต่อไปจนกว่า
ที่ประชุมใหญ่จะได้เลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการเข้ารับมอบหน้าที่แล้ว
หมวด 8
การเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการ
ข้อ 21. ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งสมาชิกขึ้นเป็นคณะกรรมการอำนวยการทุกๆ 2 ปี
ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่
และมีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๓ เดือน
ก็ให้คณะกรรมการชุดเดิมอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่
ข้อ 22. ให้ประธานแห่งที่ประชุมตั้งอนุกรรมการ
ซึ่งไม่ถูกเสนอชื่อในการเลือกตั้งจำนวน 3 คน เป็นผู้ตรวจนับคะแนน
และแจ้งผลการเลือกตั้ง
ให้เลือกตั้งนายกรรมการขึ้นก่อน
โดยสมาชิกที่มาประชุมเสนอชื่อสมาชิกผู้สมควรจะได้รับการเลือกตั้ง
และเป็นผู้ที่อยู่ในที่ประชุมนั้น เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว
จึงให้สมาชิกเขียนชื่อผู้สมควรจะได้ตำแหน่งเพียงคนเดียว
สมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะลงบัตรเลือกตั้งได้เพียงครั้งเดียวผู้ถูกเสนอชื่อ
ได้ชื่อว่าได้รับคะแนนเสียง 1 คะแนน
เมื่อเลขาธิการเก็บบัตร และตรวจดูเป็นการถูกต้องแล้ว
จึงส่งมอบให้อนุกรรมการตรวจนับคะแนน
ซึ่งจะได้แจ้งคะแนนของผู้ได้รับเลือกทีละบัตรจนหมด
บัตรใดมิได้เป็นไปตามที่กำหนด ถือว่าเป็นบัตรเสีย
ไม่ได้คะแนน เมื่อแจ้งคะแนนจนหมดบัตรแล้ว
ผู้ใดได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกกรรมการ
ในกรณีที่ได้คะแนนเท่ากัน
ให้สมาชิกลงมติด้วยการชูมือว่าสมควรจะเลือกผู้ใด
ฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่าเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง
ในกรณีที่มีผู้เสนอให้มีผู้รับเลือกตั้งเพียงคนเดียว
ก็ให้ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งเป็นนายกกรรมการได้ที่เดียว
เมื่อได้นายกกรรมการแล้ว
จึงให้เสนอชื่อผู้สมควรจะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการเป็นจำนวน 5 คน แล้วที่เหลืออีก 3 คน
ให้นายกเป็นผู้เลือกเองจากสมาชิกของสมาคม
โดยได้รับความเป็นจำนวน ๗ คน แล้วที่เหลือให้นายกเป็นผู้เลือกเองจากที่ประชุมใหญ่
ข้อ 23. เมื่อตำแหน่งนายกกรรมการว่างลง
หรือนายกกรรมการอยู่ในภาวะที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็ให้อุปนายกดำรงตำแหน่งแทนหรือรักษาการแทน
จนกว่าจะถึงคราวเลือกตั้งใหม่หรือจนกว่านายกกรรมการจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมได้
ถ้าตำแหน่งอุปนายกว่างลง
ก็ให้กรรมการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
จนถึงวาระที่จะเลือกตั้งประจำปีต่อไป
ถ้าจำนวนกรรมการว่างลงกว่าครึ่งของจำนวนทั้งหมด
ให้กรรมการที่เหลือลงชื่อเรียกประชุมใหญ่วิสามัญหรือสามัญ
เพื่อเลือกตั้งกรรมการอำนวยการเพิ่มเติม
หรือเพื่อดำเนินการตามระเบียบวาระประชุมตามข้อบังคับ
ข้อ 24. กรรมการอำนวยการพ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังนี้
ก. ถึงคราวออกตามวาระ
ข. ลาออก
โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ และได้รับอนุญาตแล้ว
ค. ขาดจากสมาชิกภาพ
ง. ที่ประชุมใหญ่ลงมติถอดถอนทั้งคณะ
หรือรายตัวตามข้อเสนอของสมาชิก
จ. ขาดประชุมกรรมการติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยไม่แจ้งเหตุผล
ข้อ 25. การประชุมและองค์ประชุมของคณะกรรมการอำนวยการ
ให้มีการประชุมโดยปกติ 3 เดือนครั้ง
โดยมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้นายกกรรมการเป็นประธานแห่งที่ประชุม
หรือถ้านายกไม่มาก็ให้อุปนายกเป็นประธานแทน หรือถ้าไม่มาทั้ง 2 คน
ก็ให้กรรมการเลือกกรรมการด้วยกันขึ้นเป็นประธานกรรมการอย่างน้อย 4 คน
มีสิทธิ์เรียกประชุมคณะกรรมการเป็นพิเศษได้การพิจารณาเรื่องราวที่จะต้องลงมติ
ให้กรรมการมีเสียงลงคะแนนได้คนละ 1 เสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานเป็นผู้ชี้ขาด
หมวด 9
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอำนวยการ
ข้อ 26. คณะกรรมการอำนวยการมีอำนาจ
และหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. บริหารกิจการทั้งหลาย ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
2. ตราระเบียบขึ้นใช้ โดยไม่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสมาคม
3. แต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาของสมาคม
4. แต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการและเจ้าหน้าที่
เพื่อช่วยดำเนินการของสมาคม
5. แต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
ข้อ 27. นายกของสมาคมมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับ
ข้อ 28. เลขาธิการมีหน้าที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการและที่ประชุมใหญ่
โดยแจ้งระเบียบวาระประชุมไปด้วย
เป็นผู้จัดให้มีการจดรายงานการประชุมคณะกรรมการ
และที่ประชุมใหญ่ทุกๆ คราว แล้วเสนอต่อที่ประชุมนั้นๆ
ในคราวต่อไป เมื่อที่ประชุมนั้นๆ รับรองแล้ว
จึงเสนอให้ประธานแห่งที่ประชุมลงชื่อรับรองด้วยอีกผู้หนึ่ง
รายงานการประชุมที่ได้รับการรับรองแล้ว
จะต้องเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานตลอดไป
เป็นผู้ควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการไปตามมติแห่งที่ประชุมกรรมการ
และที่ประชุมใหญ่ตามระเบียบแบบแผน และข้อบังคับของสมาคม
ข้อ 29. เหรัญญิกมีหน้าที่รับผิดชอบในการเงินของสมาคม
เช่นเรียกเก็บเงินค่าบำรุงจากสมาชิก,ควบคุมการรับ-จ่ายเงินทุกประเภท
โดยมีหลักฐานให้ตรวจสอบทางบัญชีได้, จัดให้มีบัญชีการรับ-จ่าย, จัดทำบัญชีพัสดุของสมาคม, ทำงบทดลองย่อ
เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทุกคราว, ควบคุมการทำงบดุลประจำปี
เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา
เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ข้อ 30. ปฏิคมมีหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่
และทรัพย์สมบัติของสมาคม
ต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกที่สำนักงาน
ทั้งเวลาปกติและในคราวประชุม
ข้อ 31. นายทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทะเบียนสมาชิกทุกประเภท
ให้มีรายการต่างๆ ของสมาชิกเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
และให้เสนอจำนวนสมาชิกประเภทต่างๆ ที่เข้า-ออก
คงเหลือ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการ
และที่ประชุมใหญ่ทุกคราว
หมวด 10
ที่ปรึกษาและอนุกรรมการแผนกต่างๆ
ข้อ 32. ที่ปรึกษาที่คณะกรรมการอำนวยการแต่งตั้ง
มีหน้าที่ให้คำแนะนำในกิจการ ทั้งภาค
วิชาการและกิจการของสมาคม
และอยู่ในตำแหน่งตามวาระของคณะกรรมการอำนวยการที่ได้แต่งตั้ง
ข้อ 33. กรรมการหรืออนุกรรมการที่คณะกรรมการอำนวยการแต่งตั้งขึ้น
มีหน้าที่ดำเนินกิจการไปตามที่คณะกรรรมการอำนวยการมอบหมาย
และให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับอายุของคณะกรรมการอำนวยการที่แต่งตั้งตน
แต่ถ้าเป็นกรณีที่แต่งตั้งเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ
เมื่อกิจการนั้นสำเร็จแล้ว ก็ให้สิ้นสุดไปตามกิจการนั้น
ข้อ 34. ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ
อาจเชิญที่ปรึกษาหรือกรรมการหรืออนุกรรมการเข้าร่วมประชุมก็ได้
แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน
หมวด 11
การประชุมใหญ่และการประชุมวิชาการ
ข้อ 35. ให้คณะกรรมการอำนวยการเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ปีละครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
เพื่อคณะกรรมการแถลงกิจการที่ได้กระทำไปในรอบปีก่อน, เสนองบประมาณ, เสนอบัญชีงบดุลที่ผู้ตรวจบัญชีได้ตรวจแล้ว, แต่งตั้งผู้ตรวจบัญชีประจำปีต่อไป, ปรึกษาหารือกิจการของสมาคม
และเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการเมื่อถึงวาระ
ข้อ 36. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
จะต้องแจ้งให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยแจ้งให้ทราบวัน, เวลาและสถานที่ที่จะประชุม ในการแจ้งแก่สมาชิกนี้จะออกเป็นหนังสือแจ้งไปถึงเป็นรายบุคคล
หรือจะแจ้งโดยทางหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่า 3 ฉบับเป็นเวลาไม่น้อยกว่าฉบับละ 2 วันก็ได้
ข้อ 37. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ให้นายกกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม
เว้นแต่ประธานจะแจ้งแก่ที่ประชุม
โดยมอบหมายให้กรรมการผู้ใดเป็นแทนก็ได้
และในกรณีที่ประธานไม่ได้มาประชุมก็ให้อุปนายกเป็นประธาน
หรืออุปนายกจะมอบหมายให้กรรมการผู้ใดเป็นแทนก็ได้
ซึ่งจะต้องมีสมาชิกมาประชุมอย่างน้อย 30 คน จึงเป็นองค์ประชุม ถ้าการเรียกประชุมครั้งแรก
มีสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม ให้นัดประชุมเป็นครั้งที่ 2 อีก ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน และไม่เกิน 30 วัน
นับแต่วันที่ไม่ครบองค์ประชุมครั้งแรกนั้น
ในการประชุมครั้งที่ 2 สมาชิกมาประชุมเป็นจำนวนเท่าใด
ก็ให้ถือเป็นองค์ประชุม
ข้อ 38. นอกจากการประชุมใหญ่สามัญ
อาจเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ดังต่อไปนี้
1. คณะกรรมการอำนวยการเห็นสมควรให้เรียกประชุม
2. สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน
ขอร้องให้เรียกประชุม โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการ
ก่อนกำหนดวันประชุมไม่น้อยกว่า 15 วัน
ทั้ง 2 กรณีให้เลขาธิการเป็นผู้นัดหมายเช่นเดียวกันกับการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ระเบียบวาระการประชุมให้แจ้งแก่สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน
และจะต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 30 คน จึงเป็นองค์ประชุม
หากการประชุมครั้งแรก มีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ก็ให้ดำเนินการ โดยอนุโลมตามข้อความในข้อ 37 วรรค 2
ข้อ 39. ในการประชุมใหญ่
สมาชิกคนหนึ่งมีคะแนนเสียง 1 คะแนน และมติใดๆ
ให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 40. นอกจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
และการประชุมใหญ่วิสามัญแล้ว ให้คณะกรรมการอำนวยการ
จัดให้มีการประชุมทางวิชาการอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก
และบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมได้ด้วย
หมวด 12
การเงินของสมาคม
ข้อ 41. เงินรายได้จากสมาชิกก็ดี
จากผู้อุทิศให้แก่สมาคมก็ดี ต้องนำไปฝากไว้ ณ
ธนาคารที่เชื่อถือได้
ทั้งนี้ด้วยความเห็นชองของคณะกรรมการอำนวยการ
ข้อ 42. เหรัญญิกจะจะรักษาเงินไว้ใช้จ่ายในกิจการประจำบ้างก็ได้
แต่ต้องไม่เกิน 5,000.00 บาท
เกินจากนั้นต้องนำฝากธนาคารในระยะแรกสุดที่พึงทำได้
ข้อ 43. การถอนหรือการสั่งจ่ายเงินจากธนาคาร
จะต้องมีลายมือชื่อนายกของสมาคมกับของเหรัญญิกหรือเลขาธิการ
ร่วมกัน 2 คน จึงจะใช้ได้
ข้อ 44. นายกมีอำนาจสั่งจ่ายเงินในกิจการของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 5,000.00 บาท และเดือนหนึ่งๆ
ต้องไม่เกิน 15,000.00 บาท หากเกินกว่านี้ไม่ว่ากรณีใดๆ
จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอำนวยการเสียก่อน
ข้อ 45. ให้คณะกรรมการอำนวยการเสนองบดุลต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
เพื่อรับรอง และเสนองบประมาณรับ-จ่ายประจำปีต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีพิจารณาอนุญาต
สำเนางบดุลจะต้องปิดประกาศไว้ ณ
สำนักงานก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน
หมวด 13
การแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 46. การแก้ไขข้อบังคับของสมาคม
จะทำได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
หรือที่ประชุมใหญ่วิสามัญลงมติให้แก้ไขได้
ด้วยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มาร่วมประชุม
ข้อ 47. การเลิกสมาคมให้ทำได้โดยคะแนนเสียงในที่ประชุมใหญ่ถึง 3 ใน 4 ของสมาชิกที่มาประชุม
และเมื่อลงมติเลิกสมาคมก็ให้ตั้งผู้ชำระบัญชี
ทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระบัญชีมีอยู่เท่าใดให้ตกเป็นของนิติบุคคล
ซึ่งมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน หรือองค์การกุศลใดๆ
สุดแต่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกครั้งสุดท้ายเห็นสมควร
ข้อ 48. ข้อความใดที่มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 อันว่าด้วยเรื่องสมาคมมาใช้บังคับด้วย.
ข้อบังคับนี้ตราขึ้นไว้ ณ วันที่ 29 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2508
เกษม ศุขโรจน์ |
(นายเกษม ศุขโรจน์) |
นายกสมาคม |
- แก้ไขครั้งที่ 1 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2546 13 มีนาคม 2547
- แกไขครั้งที่ 2 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2548 11 มีนาคม 2549
|
สุนทร ตัณฑนันทน์ |
(ศาสตราจารย์นายแพทย์สุนทร ตัณฑนันทน์) |
นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
|
|